whatever อะไรก็ช่าง

เหมือนจะสับสน October 8, 2016

Filed under: Thoughts,Travel — vamma @ 21:20

กำลังนั่งอยู่บนรถบัสทางไกล กรุงเทพ-ภูเก็ต … คืนนี้ใจคอแปลกๆ ไม่ค่อยสบายใจ นอนไม่หลับ

นี่ก็เลยจะเป็นโพสต์แรกที่พิมพ์ด้วยมือถือระหว่างเดินทาง (โลกนี้มันช่างเปลี่ยนแปลงเร็วเสียจริง เมื่อ 3 ปีก่อนยังทำแบบนี้ไม่ได้เลย)

หัวข้อคืนนี้ … “เหมือนชีวิตจะสับสน”

เพราะอะไร?

ไม่รู้แน่ แต่ที่แน่ๆ คือได้งานประจำ เป็นงานที่ไม่ต้องเข้าไปทำในออฟฟิศ ตำแหน่งผู้ประสานงานโครงการ ของสถาบัน INEB ที่มีหลักสูตรพุทธศาสนาเพื่อสังคม (จะ) เปิดสอน (www.inebinstitute.org)

มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก เห็นประกาศรับสมัครงานแล้วส่งอีเมลสมัครเลยเมื่อปลายเดือนที่แล้ว วันรุ่งขึ้นได้รับโทรศัพท์นัดสัมภาษณ์ สัปดาห์ถัดไปสัมภาษณ์อีกรอบ สัปดาห์นี้เซ็นสัญญาทำงานแล้วอ่ะ

ถามว่าเป็นงานที่น่าสนใจไหม ขอตอบว่ามาก เพราะจะได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องพุทธศาสนา ได้พบเจอนักคิด นักปฏิบัติ และนักเปลี่ยนแปลง เป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นอะไรที่เปลี่ยน จากฟรีแลนซ์เป็นงานประจำ จากรายได้ต่อวันมากพอสมควรเหลือแค่ 1 ใน 3 ถามว่าจะคุ้มไหม ก็น่าจะได้อยู่ ถามว่าจะโอเคไหม ก็ยังไม่รู้

นี่แหละมั้งเลยเป็นเหตุให้นอนไม่หลับ … กับงานใหม่ กลัวไม่มีเวลาให้ภูเก็ต กลัวมีเวลาน้อยลงให้บางบัวทอง แต่น่าจะมีเวลาให้สิ่งใหม่ที่อยากเรียนรู้ (เหมือนจะเห็นแก่ตัว) กลัวว่าจะรักษาสมดุลไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าสภาพงานจะเป็นยังไง จะรับงานนอกได้ไหม จะยังมีเวลาเดินทางที่ไม่ใช่งานไหม จะได้กอดตูบตั้งบ่อยแค่ไหน คิดป่วนในหัวไปหมด

ก็ไม่รู้เหมือนกัน … ไม่มีคำตอบ ให้เวลาช่วยคิดละกัน (แล้วคืนนี้จะได้หลับตอนไหน!!!)

 

wp-image-277735239jpg.jpeg

ตูบตั้ง หม่ามี๊กำลังจะกลับไปหานะลูก คิดถึงเหลือเกินแล้ว

 

 

 

 

สิบ 20 สามสิบ 40 September 13, 2016

Filed under: Thoughts — vamma @ 15:24

เค้าว่ากันว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข .. จริงๆ ก็รู้อ่ะนะ ว่ามันคือคำปลอบใจ

ว่าแต่ เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น มันผิดตรงไหนหรือ? ใครพูดคำว่า “แก่” ก็จะต้องไม่พอใจ (งั้นรึ?) แล้วจะโกรธไปทำไม ในเมื่อมันก็คือความจริง และการเข้าสู่วัย ส.ว. (สูงวัย) นี่มันก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องผิดตรงไหน อันนี้ก็ไม่ได้แก้ต่างอะไรให้กับคนที่เริ่มจะเข้าวัยถดถอยอย่างตัวเราหรอกนะ เพราะมันก็เป็นธรรมชาติอ่ะนะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา ติดแต่ว่าคนทั่วไปก็ไม่ค่อยจะพึงระลึกยอมรับอะไรตรงนี้กันหลายปีก่อน มีเด็กๆ เรียกป้า แต่ก่อนรับไม่ได้ ตอนนี้ชินแล้ว .. เมื่อวันก่อน นั่ง taxi เข้าไปทำธุระในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง คนขับ taxi ถามว่า มีลูกเรียนอยู่ที่นี่หรือครับ .. ก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่ก็นะ ถ้าเรามีลูก ลูกก็คงต้องโตแล้วแหละ พักหลังนี่ก็ปวดหลัง ปวดเท้า ปวดเข่า อดนอนไม่ไหว เริ่มรู้เลยว่าร่างกายมันเปลี่ยนแปลงแล้ว

จะว่าไป เราก็อยู่บนโลกนี้มา 4 ทศวรรษแล้ว (หรือนี่?) ได้เรียนรู้ ได้ทำอะไรๆ มาก็เยอะ เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก็พอสมควรอยู่ ถามว่าพอใจกับชีวิตนี้ไหม? ถ้าตายไปพรุ่งนี้จะมีอะไรเสียใจไหม? ตอบได้เลยว่า ดีใจที่ได้ทำอะไรๆ ที่อยากทำไปหลายๆ อย่าง และถ้าต้องจบชีวิตโดยไม่ได้คาดคิด ก็คงไม่มีอะไรให้น่าเสียใจมากมาย (ยกเว้นเสียดายที่ยังไม่ได้เข้าถึงพระธรรม และไป shake hand กับนกเพนกวินจักรพรรดิที่ Antarctica) แต่เอาเป็นว่า ยังมีชีวิตอยู่ต่อจะดีกว่า 555

คิดๆ ไป ตอนนี้ ไม่มีเป้าหมายสำคัญอะไรในชีวิตอ่ะ (มันดีไหมเนี่ยะ) คือใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันไปวันๆ จริงๆ พอมีงานเข้ามา ก็ทำไป ไม่มีงานก็อยู่บ้าน หาทริปเที่ยวบ้าง ทริปดำน้ำบ้าง ใจความสำคัญจริงๆ ก็คืออยู่เพื่อคนและหมาที่เรารักและรักเรา ทั้งที่กทม. และที่ภูเก็ต

ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นที่คิดว่าสำคัญที่ต้องทำให้ได้มันก็มีอยู่นะ (คงไม่ถือเป็นเป้าหมายชีวิตแล้วมั้ง) เพื่อทำให้การใช้ชีวิตที่เหลืออยู่มันดำเนินไปได้อย่างไม่ลำบากนัก คือ

  1. การรักษาสุขภาพกายและจิตของตัวเองให้ดี กินอาหารที่มีประโยชน์ ตอนนี้ไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว (มีแพลมๆ บ้างตามโอกาส) ก็คงต้องเลือกกินอะไรที่ทำร้ายสุขภาพและโลกเราน้อยที่สุด ก็อยากเพิ่มการออกกำลังกายที่เหมาะกับตัวเอง (แต่ก็ยังหาไม่เจอ นอกจากกวาดบ้าน ถูบ้าน ดายหญ้า และเล่นกับหมา 555) และเลิกทำงานที่สร้างความเครียดสะสมเป็นระยะเวลายาวนานโดยสิ้นเชิง
  2. ทำความดีให้มากขึ้น ศึกษาศาสนาพุทธให้เข้าใจ ทำอะไรเพื่อคนอื่น เพื่อโลกเรา พยายามไม่เห็นแก่ตัว ไม่อิจฉา มีความเมตตากรุณา ไม่เบียดเบียนใคร พยายามเข้าใจคนอื่น ไม่ตัดสิน ไม่กล่าวโทษ ตัวเราเองอาจจะไม่ได้เน้นที่การทำทานบริจาคสิ่งของ (เพราะเราก็ไม่ค่อยจะมี) แต่เน้นที่ลงมือปฏิบัติจริง เพราะเรามีเวลา และยังมีแรง
  3. คิดถึงวิธีที่ทำให้เรามีรายได้ที่พอเพียงในอีก 20 ปีข้างหน้าโดยไม่ต้องลงแรงมากๆ (เพราะถึงตอนนั้นก็คงจะเหลือแรงไม่ค่อยมากอ่ะ) แต่ก่อนก็คิดว่าอยากทำ hostel เป็นธุรกิจเลี้ยงชีวิตบั้นปลาย แต่ตอนนี้สนใจทำหมู่บ้านคนชรา พาเพื่อนๆ ทั้งโสด ไม่โสดแต่ไม่มีลูกหลาน มาอยู่ด้วยกัน เราก็ปลูกผักกินเอง เป็นสังคมแบ่งปัน อะไรทำนองนี้ ก็คิดอ่ะนะว่าถ้าอยากจะลงทุนทำอะไรเพื่อเลี้ยงชีวิตในบั้นปลาย ก็คงต้องเริ่มทำได้แล้วตั้งแต่ตอนนี้ เพราะอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคงไม่มีสถาบันการเงินไหนให้กู้แล้วล่ะ กลัวจะแก่ตายก่อนใช้หนี้หมด ฮ่ะๆๆ

นั่นแหละ การเพิ่มขึ้นของอายุ มันทำให้ความคิดต่างๆ อาจจะไม่เหมือนเดิมเท่าไหร่ เรื่องที่สำคัญก็มีไม่มากมายเหมือนเมื่อก่อน ที่หนึ่งคือสุขภาพของตัวเอง ที่สองคือการดูแลคนที่เรารัก ที่สามคือทำยังไงก็ได้ไม่ให้เป็นภาระใครในยามที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยจะได้ แค่นี้ก็คงพอแล้ว

ตอนนี้ ใครจะมาว่าเรา แก่แล้ว แก่เลย ไม่ได้นะ … จะเรียกป้า เรียกยาย เรียกอะไรก็ว่าไป ไอก็ยังแฮปปี้ได้ทุกวัน เพราะฉันเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่วัย ส.ว. อย่างมีคุณภาพแล้วจ้า

 

แล้วมันก็ผ่านไป September 5, 2016

Filed under: Family,Thoughts — vamma @ 03:16

ตั้งแต่ต้นปีนี้ เหมือนโดนแจ็คพอตเต็มๆ … พ่อตาย!

ใช่ … คนเราเกิดมาทุกคนก็ต้องจากโลกนี้ไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่การจากไปแบบกระทันหันของบุคคลที่เรารัก มันช็อค มันปัง มันอึ้ง แต่มันก็ทำให้เรามีมุมมองการใช้ชีวิตที่ชัดเจนมากขึ้น

หนึ่ง คนเราตายได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องแก่ก่อนด้วย แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยคิดเรื่องนี้ หรือลืมๆ มันไป ยังรักที่จะแย่งชิง ขวนขวาย ครอบครอง ทำเลวต่อกันสารพัด ตายไปก็เอาไปไม่ได้ซักอย่าง

สอง พ่อแม่ดูแลเรามาเป็นสิบๆ ปี กว่าเราจะโตจนปีกกล้าบินเองได้ เรามีเวลาเท่าไหร่กันเชียวในการดูแลตอบแทนคุณท่าน ของเราแค่ 5 วันในโรงพยาบาล เวลาที่ทำได้มีเท่านั้น ตอบแทนบุญคุณอะไรเนี่ยะ มันเทียบกันไม่ได้เลยนะ ดังนั้น ให้รีบทำดีกับคนที่เหลืออยู่ … ก็แม่ไงล่ะ

สาม สิ่งต่างๆ ในโลก ท้ายสุดมันก็สูญไป อย่าไปโกรธหัวเสียอะไรมากมาย เพราะแต่ละเรื่องในโลกนี้ ล้วนไม่ใช่สาระ เอาเวลาไปทำประโยชน์ให้คนอื่น ให้โลกเรา ดีกว่ามัวแต่จ้องว่าเราจะได้อะไรจากใครมั่ง เถียงใครจะเป็นจะตาย สุดท้ายก็เสียเพื่อนที่ดีไป มันไม่น่าจะใช่นะ

สี่ ความเศร้า ความเสียใจ ความทุกข์ มันมา ถ้าเราไม่ไปจดจ้องกับมัน คิดซ้ำไปซ้ำมากับมัน ไม่เอามันมาตีหัวเราเล่นทุกวันๆ ความรู้สึกมันก็จะคลายลง เห็นเป็นเรื่องธรรมชาติไป

… เพราะทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต ท้ายที่สุด มันก็จะผ่านไป … แล้วเจอกันใหม่นะพ่อนะ

 

จะหมดปีอีกแล้วสินะ December 27, 2015

Filed under: Agriculture,Environment — vamma @ 14:17

ปี 2558 นี้ เหมือนมันจะผ่านไปเร็วมากๆ เลย ต้นปียังทำเกษตรอยู่ที่ชุมพร ปลายปีกลายเป็นคนทำงานด้านประมงผิดกฎหมายและค้ามนุษย์ไปซะแล้ว

—-

Camera Effects-1420427751949

ฉันได้เรียนรู้ว่า ดินประเภทไหนก็ปลูกพืชได้ ขอให้รู้จักวิธีและธรรมชาติของมัน

ปีนี้ จะว่าไปมันก็หลากหลายอยู่พอสมควร นับตั้งแต่การตัดสินใจออกมาจากโครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (แล้วก็เลยยังไม่ได้ทำการเกษตรใดๆ อีก) จับพลัดจับผลูได้งานร้อนประเด็นที่ประเทศไทยโดนใบเหลืองจากอียู เนื่องจากการประมงไทยเป็นแบบ Illegal, Unregulated, Unreported หรือ IUU แถมมีเรื่องการค้ามนุษย์เข้ามาพ่วงด้วย ก็เลยได้เรียนรู้เรื่องราวมากมายที่เกี่ยวข้องกับสภาพและสถานการณ์ในพื้นที่จริงทั้งในและต่างประเทศ ได้คลุกคลีกับแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมประมงมากขึ้น ได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการประมงที่หลากหลาย รวมทั้งได้เข้าไปศึกษาการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อแก้ไขปัญหาและพยายามปลดล็อคประเทศไทยไม่ให้โดนใบแดงอีกด้วย

Camera Effects-1443432261269

หนึ่งในลูกเรือพม่าที่เคยทำงานอยู่บนเรือประมงไทยติดค้างอยู่บนเกาะอัมบอน ประเทศอินโดนีเซีย รอวันกลับบ้านเป็นเวลาเกือบปีแล้ว

ก็เป็นเรื่องที่หนักพอสมควรเพราะปัญหาการประมงและแรงงานประมงเป็นปัญหาที่สะสมมานานหลายสิบปี เกี่ยวข้องพัวพันกันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผสมปนเปจนถ้าเลือกให้น้ำหนักด้านใดด้านหนึ่งก็จะไปกระทบกับอีกด้าน ก็ต้องดูกันต่อไปว่าความพยายามของรัฐในการแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ การตั้งรับปรับตัวของผู้ประกอบการ และความรู้เท่าถึงการณ์ของแรงงานข้ามชาติจะมีเพิ่มมากขึ้นแค่ไหน ก็ต้องเอาใจช่วยกันต่อไป

12140943_10153151161171587_6295123221032807048_o

สมาชิก Servas ทั่วโลกมารวมตัวกันทุก 3 ปี

อีกด้านหนึ่ง ปีนี้ได้ไปเจอเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ที่นิวซีแลนด์ในการประชุมใหญ่ของ Servas International ดีใจที่มีประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นสมาชิก Servas เพิ่มมากขึ้น ตอนนี้ก็มีไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ที่แอคทีฟ เอาเป็นว่า ถ้ามีแผนไปเยือนประเทศเหล่านี้ก็จะมีคนพาไปกินข้าว ไปเที่ยว หรือไปนอนบ้านเค้าได้แล้วล่ะ นอกจากนี้ สมาชิก Servas Thailand ปีนี้มีเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่มากมาย แต่ก็เป็นนิมิตรหมายที่ดีที่มีคนสนใจสมัครเป็น host และ traveler มากขึ้นกว่าปีก่อนๆ ในฐานะประธานกลุ่มก็คงต้องคิดวางแผนรองรับโครงการต่างๆ ที่ทางอินเตอร์เค้าปรับเปลี่ยนมา ให้เข้ากับบริบทของไทยกันต่อไป

การเดินทางของปีนี้นอกจากจะเกี่ยวข้องกับเรื่องงาน (ทั้งที่ได้เงินและไม่ได้เงิน) แล้ว ยังมีทริปครอบครัวไปเที่ยวตุรกี (ก่อนหน้าที่จะโดนบอมบ์) โดยมีไฮไลท์เป็นภูเขาปุยฝ้ายและเมืองโบราณอีเฟรซุส ส่วนในประเทศก็มีกระบี่กับครอบครัวพี่ดำ ไปงานแต่งงานพี่เคทที่เชียงใหม่แล้วต่อไปเที่ยวที่แม่ฮ่องสอน นอนเต้นท์ที่ปางอุ๋ง 2 คืน คือมันก็ฟินอ่ะนะ

Camera Effects-1426402245329

สองพี่น้องตอนโดนลักพาตัวมา

สิ่งสำคัญของปีนี้ที่ไม่บอกเล่ากันไม่ได้คือ มีสมาชิกใหม่ในบ้านเพิ่มขึ้น 2 ตัว คือเจ้าหูตูบ กับเจ้าหูตั้ง สองพี่น้องที่ถูกลักพาตัวมาจากชุมพร บ้านที่เคยเช่าและกำลังจะเป็นของตัวเอง (ซื้อสิคะ!) ที่บ้านท่าฉัตรไชยก็เลยไม่เงียบเหงา หรือออกจะวุ่นวายซะด้วยซ้ำ เพราะช่วงแรกที่เจ้าสองตัวมาอยู่ใหม่ๆ เที่ยววิ่งไล่จักรยานและมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งผ่านหน้าบ้านเกือบทุกคัน (เดี๋ยวนี้เลือกเฉพาะบางคันที่โชคดีเท่านั้น)

—-

เป้าหมายของปีหน้าน่ะเหรอ … อืม ก็ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่มีหรอก แต่ก็นั่นแหละ ยังเดินหน้าต่อเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสิทธิมนุษยชน และเรื่องปากท้อง ตั้งสติ และทำตามพุทธวจนของพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพานที่ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแห่งเราแล้ว เราขอเตือนพวกเธอทั้งหลายให้จำมั่นไว้ว่าสิ่งทั้งปวงมีเสื่อมและสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด” ให้ได้ทุกวัน ณ ปัจจุบันดีกว่า

 

 

 

 

สิ่งที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “นก” May 20, 2015

Filed under: Uncategorized — vamma @ 15:17

วันธรรมดา ๆ วันหนึ่ง มีลูกนกไร้ขนตัวหนึ่งนอนอยู่บนพื้นหน้าบ้าน ตรงนั้นมีต้นชมพู่มะเหมี่ยวต้นหนึ่ง คาดว่าน่าจะตกลงมาจากที่นั่น แต่แหงนมองแล้วไม่มีวี่แววของรังนก หรือพ่อแม่นก มีแต่เจ้าหูตั้งและหูตูบที่เล่นกันอยู่ข้าง ๆ นกหัวล้านตัวนั้น แต่เป็นโชคดีของเธอ เพราะพวกหมา ๆ มันไม่ได้แตะต้องเธอเลย

จากวันนั้น จนวันนี้ เกือบจะหนึ่งเดือนแล้วที่เราเฝ้าฟูมฟักรักษาชีวิตของไอ้นกที่เคยหัวล้านตัวนั้น จนตอนนี้ขนขึ้นเต็มตัวแล้ว ตั้งชื่อให้เก๋ไก่ว่า “บุญมี” ไอ้นกมีบุญ (ที่มาเจอเรา) อิอิ มีปัญหาที่สังเกตเห็นตั้งแต่วันแรก ๆ คือกระดูกสะโพกซ้ายเธอหัก ขาห้อยกะร่องกะแร่ง และแล้วที่คิดไว้ในใจก็เป็นจริง เธอคือนกเอี้ยงพิการ!

วันที่เราเจอกันครั้งแรก

วันที่เราเจอกันครั้งแรกเธอน่าจะอายุไม่เกิน 1 สัปดาห์

เราเอง จากคนที่เคยกลัวสัตว์ปีก โดยเฉพาะไก่ เพราะกลัวโดนมันจิก ไม่กล้าจับ ตอนนี้ ชินเสียแล้วกับการจับนก ลูบคอ เกาคาง ป้อนอาหาร โดนงับ เอามือช้อนให้เกาะ ได้เรียนรู้ว่าชีวิตน้อย ๆ ก็ต้องการใครซักคนคอยดูแลเช่นกัน และสิ่งที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับ “นก” แต่ตอนนี้ก็พอได้รู้แล้ว ได้แก่

1. ปากนก จะมีขนาดเท่าเดิมตั้งแต่ตอนแรกเกิด แต่ตัวนกจะโตขึ้น ๆ ให้ได้ขนาดกับปาก ดังนั้น จะดูว่าลูกนกตัวนั้นเป็นนกอะไร ก็ดูจากปากและขนาดของปากมันได้เลย

2. ปากนก (อีกครั้ง) ตอนเด็ก ๆ ไม่แข็งเอาเสียเลย แท้จริงแล้วมันนิ่มเอามาก ๆ ดังนั้น ถ้าเจอลูกนก ถึงเค้าจะจิก ก็ไม่เจ็บหรอก

3. ขี้นก มีส่วนประกอบด้วยกัน 3 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นยูริค (สีขาวๆ) ส่วนที่เป็นอึ (สีแล้วแต่อาหารที่กิน) และส่วนของฉี่ (เป็นของเหลว) เราสามารถดูสุขภาพนกได้จากมูลของมันนี่แหละ

4. นกไม่มีกระเพาะอาหาร ดังนั้น สิ่งที่กินเข้าไปจะเข้าไปอยู่ในทางเดินอาหารโดยตรง เมื่อย่อยเสร็จแล้ว ก็ถ่ายออกมาเลย นกจึงกินอาหารบ่อยมาก (ลูกนกอ้าปากร้องขออาหารทุกครึ่งชั่วโมงกันเลยทีเดียว) และก็ขี้บ่อยมากเช่นกัน

แม่นกมาเที่ยวทะเล ก็ต้องกระเตงลูกนกมาด้วย

แม่นกมาเที่ยวทะเล ก็ต้องกระเตงลูกนกมาด้วย

5. ขนนกที่เห็นรำแพนบาน ๆ นั้น มันเริ่มต้นมาจากสิ่งที่เป็นหลอด ๆ ออกมาจากผิวหนัง ช่วงแรก จะมีหลอดยาว ๆ เต็มปีก แล้วหลอดก็ค่อย ๆ แตก แล้วขนเงามันก็ค่อย ๆ คลี่ตัวออกจากหลอดสีขาวขุ่น ๆ นั้น จากสัปดาห์แรกที่หัวล้าน ๆ ไม่มีขน สัปดาห์ที่สองขนขึ้นเต็มตัวแล้ว เร็วมาก

6. ขนส่วนที่งอกให้เห็นก่อนจะเป็นส่วนปีก จากนั้นก็จะเห็นไรขนที่หัวขึ้นมาฟูฟ่องซึ่งก็ออกมาจากหลอดเหมือนกัน แต่หลอดเล็กสั้นมาก ๆ ส่วนที่ตัวจะเป็นขนนุ่มนิ่ม จากนั้นก็เห็นขนที่หางซึ่งแข็งพอ ๆ กับขนที่ปีก

7. การให้อาหารนก ต้องรู้ก่อนว่าลูกนกนั้นเป็นชนิดอะไร จึงจะสามารถให้อาหารที่เหมาะสมได้ เพราะนกแต่ละชนิดกินอาหารไม่เหมือนกัน ต้องการโปรตีนแร่ธาตุไม่เหมือนกัน นกบางตัวกินหนอนกินแมลง นกบางตัวกินผลไม้ แต่นั่นก็ต้องให้มันโตพอสมควรก่อน เพราะลูกนกทุกตัวต้องการโปรตีนในการเจริญเติบโตเหมือนกันหมด ทางที่ดี และสะดวกที่สุดคือ อาหารเม็ดแช่น้ำ หลายเวบบอกว่าให้เอาที่คีบป้อน บางเวบบอกว่าให้ตัดหลอดป้อน แต่เราใช้มือนี่แหละ หย่อนให้มันที่ละเม็ด ตอนนี้ ใช้หางช้อนพลาสติกที่แถมมากับข้าวกล่อง ที่ละเม็ด สองเม็ด สามเม็ด เขมือบหมด พออิ่มแล้ว ก็จะไม่อ้าปากขอ

8. เปลือกตานก เวลาปิดตา จะปิดจากด้านล่างขึ้นบน ไม่เหมือนคน ที่ปิดเปลือกตาด้านบนลงล่าง

บุญมีกับกิ่งไม้ฝึกเกาะเกี่ยว

บุญมีอายุ 1 เดือน กับกิ่งไม้ฝึกเกาะเกี่ยว

9. กระดูกลูกนกเปราะบางมาก โดยเฉพาะกระดูกขาอ่อนมาก จะดัดไปทางไหนก็ได้ หักและงอเอาได้ง่าย ๆ เลยที่เดียว พอเริ่มโตขึ้นก็เริ่มแข็งขึ้น และเล็บนก ไม่ได้เกี่ยวเจ็บเหมือนอย่างที่คิด

10. นกมีลิ้น (!!!) และมีคนบอกมาว่าให้เอาทองไปขูดลิ้น หรือตัดลิ้นออก เค้าจะพูดได้ แต่ว่าเราไม่ได้ทำซักกะอย่าง

11. นกก็นอนหลับกลางคืนได้เหมือนเรา ดังนั้น ตอนเรานอนยาว ๆ ก็ไม่ต้องหวังเหวิดคอยห่วงจะป้อนอาหารอยู่ แต่พอเราตื่น เธอได้ยินเสียงก๊อกแก๊ก เธอก็จะตื่น และร้องเเรียกเราทันที

12. ดูเพศนก ยากมาก … เราก็เลยยังไม่รู้ว่า บุญมีนี่ ฮี หรือ ชี

13. ลูกนกที่ยังไม่มีขน ต้องระวังมากในตอนกลางคืนที่มีอากาศเย็น เพราะเธอจะหนาวตายได้ ต้องเอาหลอดไฟที่เป็นหลอดไส้ มาเปิดให้ความอบอุ่นแก่เธอ ถ้าร้อนไป ปากเธอจะอ้า เหมือนหอบแฮ่ก ๆ พอผ่านไปได้ซัก 2 สัปดาห์ ขนขึ้นเต็ม ก็ไม่ต้องกกไฟแล้ว รอดแน่

14. ตอนเช้า ๆ อากาศดี ๆ แดดอ่อน ๆ ให้พาเธอมาตากแดดบ้าง จะได้รับวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต เธอจะเอนจอยกับบรรยากาศยามเช้า และนอนอาบแดดอย่างสงบ

—-

เจ้าบุญมีตัวนี้ โตมาได้กับอาหารนกเอี้ยงที่เป็นเม็ด เอาเศษผ้าและฟางที่พอหาได้ตามมีตามเกิดมารองรัง ให้อยู่ในกาละมังแล้วเอาฝาครอบพัดลมครอบปิดไว้ในช่วงแรก ตอนนี้มีกล่องพลาสติกมีรูมีหูหิ้วใส่ปิดฝาไว้ตอนนอน (เอาผ้าคลุมปิดแสงด้วย) ตอนกลางวันเอาออกมาวางไว้ตรงพื้นในบ้าน พยายามหากิ่งไม้เอามาให้ลองเกาะดู แต่เนื่องจากเธอขาพิการ เธอเลยต้องคอยพิงผนังไว้ด้านหนึ่งถึงจะทรงตัวได้ ตอนนี้กำลังฝึกให้ยืนขาเดียวได้ อยากให้เธอเดินได้เองด้วยขาเดียว ไม่ต้องพูดว่าเธอจะบินได้ไหม เพราะไม่หวังเท่าไหร่ แต่เธอโผได้ จากมือ ลงพื้น บางทีก็มีเสียงแอ๊ก แต่เธอก็ชอบบินร่อนลงนะ

เอาเป็นว่า จะพยายามดูแลเลี้ยงเธอให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเธอแข็งแรงดีแล้ว อยากจะบินไปสู่อิสรภาพ ก็ไม่ขัดขวาง เพราะนั่นมันเป็นธรรมชาติของนก … บินสู่เวหา ฟ้าเป็นของเธอ

 

เป้าหมายของชีวิต คืออะไร? April 16, 2015

Filed under: Uncategorized — vamma @ 15:23

มีคนเคยบอกไว้ว่าอย่าไปสนใจว่าใครจะคิดอย่างไรกับเรา เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำให้ทุกคนรัก ทำหน้าที่ของเรา ทำความดีต่อไป ไม่ต้องแคร์ว่าจะโดนนินทาหรือตัดสินว่าเป็นคนไม่ดี … เราเก็บคำพูดนี้มาคิดแล้วคิดอีก จนวันนี้อาจจะมีข้อสรุปให้ตัวเองได้บ้างแล้ว

เรามักจะเสียใจ ถ้าความหวังดีหรือความเป็นมิตรของเราถูกปฏิเสธ หรือถูกมองในแง่ลบ แต่ความเสียใจนั้นอยู่ไม่นานหรอก เพราะโดยปกติแล้ว เรามักจะคิดได้ว่าคนที่มองเราในแง่ลบ จะต้องมีอะไรติดค้างในใจ หรือคับข้องใจอะไรบางอย่าง เค้าอาจจะเป็นทุกข์อยู่ เหตุผลที่แท้จริงอาจจะไม่ได้ถูกนำมาเปิด หรือเพราะเค้าไม่ต้องการจะเปิด แค่ต้องการระบาย

ปัญหาของเราก็คือ ไอ้ความรู้สึกว่ามันต้องทำอะไรบางอย่างได้บ้างเพื่อแก้ไขความสัมพันธ์ให้มันดีขึ้น เราอยากให้เขาพ้นทุกข์ แต่ความรู้สึกอยากนี้มันรุมเร้าจนทำให้เราเป็นทุกข์เสียเอง เพราะความขัดแย้งไม่สามารถแก้ไขได้แน่หากไม่เปิดใจจริงกันทั้งสองฝ่าย และเราไม่รู้จะจัดการความรู้สึกว่าต้องแก้ไขให้ได้ยังไงดี

จริง ๆ แล้วเราชื่นชมคนที่แยกแยะได้ว่าอะไรคืองาน อะไรคือความสัมพันธ์ของบุคคล ถึงแม้ว่าจะไม่ชอบขี้หน้ากัน แต่ยังทำงานร่วมกันได้ จบงานก็จบกัน สำหรับเราแล้ว มันยังทำไม่ได้ พยายามอยู่หลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เวลาเจอใครที่ตีจุดยืนหรือเจตนาของเราในแง่ไม่ดี เราจะต้องแคร์เค้า อยากให้เค้าเข้าใจเรา และเสียใจทุกครั้งที่ถูกตัดสิน

หากพิจารณาถึงมุมมองที่กว้างกว่า กับคำถามที่ใหญ่กว่า ที่ว่า คนเราเกิดมาเพื่ออะไร ตามความคิดของเราเห็นว่า คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อรวยล้นฟ้า ไม่ได้เกิดมาเพื่อประสบความสำเร็จทางด้านการงาน ไม่ได้เกิดมาเพื่อมีอำนาจ แต่คนเราเกิดมาเพื่อเป็นมนุษย์ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เพื่อเรียนรู้วิธีการดับทุกข์ทางโลก และเพื่อทำให้โลกนี้มีสันติ

ดังนั้น สำหรับเราแล้ว เงินทอง ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือแม้แต่อำนาจวาสนา ก็ไม่สำคัญเกินไปกว่าการจัดการความสัมพันธ์กับคนรอบข้างให้ได้ เราอยากให้เขาพ้นทุกข์ อยากให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมันทำร้ายตัวเขาเอง อยากยื่นมือเข้าไปช่วย แต่ในเมื่อถูกตัดสินไปแล้วเหมือนกับว่าเป็นคู่กรณีกัน ก็คงทำได้ยาก .. แต่ก็ยังพยายามหาวิธีอยู่

แม่ชีเทรซ่า (ในภาพ) กล่าวไว้ว่า ท้ายที่สุดแล้วคนเค้าจะไม่ตัดสินเราเพราะว่าเรามีอะไรดี ๆ ในชีวิตที่เป็นของเราเองบ้างหรอก แต่เราจะถูกตัดสินว่าเราได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือใครในเวลาที่เค้าต้องการบ้าง

และนั่นควรจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากกว่าอื่นใดในชีวิตของเรา ไม่ใช่หรือ?

 

“กลับบ้าน” April 9, 2015

Filed under: Agriculture — vamma @ 00:12
Tags:

กลางเดือนมีนาคม รถปิคอัพทะเบียนภูเก็ตขับมาถึงชุมพร เพื่อมารับนักเรียน สปก. หนึ่งคนกลับบ้าน ไม่ใช่ใครที่ไหน …. เราเอง

จากที่เคยคิดและตั้งใจว่าจะอยู่เรียนและปฏิบัติจนจบคอร์สในเวลา 6 เดือน แต่เมื่อสถานการณ์มันทำให้ต้องทบทวนความคิดใหม่อีกครั้ง คำว่า “กลับบ้าน” อาจจะเป็นคำที่บางคนคิดว่ายอมแพ้ แต่จริง ๆ สำหรับเราแล้ว คือการสละมันไปจะดีกว่า

เรดโอ้คที่เพาะเอง ย้ายกล้าเอง รดน้ำเอง และเก็บเกี่ยวเอง

ผักสลัดเรดโอ้คที่เพาะเอง ย้ายกล้าเอง รดน้ำเอง เก็บเกี่ยวเอง กินเอง และตัดไปขายด้วยตัวเอง

คนภายนอกอาจจะไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่สำหรับคนที่อยู่ข้างในนั้น รับรู้ได้ทุกวินาทีของการใช้ชีวิตการเป็น (ว่าที่) เกษตรกรดี ซึ่งในที่นี้ขอละคำว่า “ผู้นำ” และ “รุ่นใหม่” ไว้ เพราะคงเป็นคำที่ท้าทายสำหรับหลายคน

เมื่อคำตอบที่หาอยู่ไม่น่าจะตรงกับโจทย์ที่ตั้งไว้ ก็เลยต้องขอลาไปตั้งต้นใหม่ ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นการตัดสินใจที่ผ่านการคิดที่รอบคอบ การปรึกษาหารือ การใคร่ครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และทางแก้ไขปัญหา … แล้วรถที่มาจากภูเก็ต ก็รับนักเรียน สปก. คนนั้นกลับไป

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เดินไปถึงฝั่งที่เคยคิดว่าจะไป แต่ความรู้และประสบการณ์ สิ่งที่อาจารย์สอนในระยะเวลา 3 เดือนครึ่งที่ได้มานั้นไม่ได้หายไปไหน ซ้ำการปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ ตัดแต่ง ดูแลให้พ้นจากโรค ไปจนถึงเก็บเกี่ยว และเก็บกิน รสชาดของผักที่ปลูกเองกับมือ กับผักที่ซื้อในตลาด มันช่างต่างกันมากมาย เป็นความสุขที่ไม่สามารถลืมได้แน่ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ที่ดินของ สปก. มาทำกิน แต่เราคงไม่ใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้างที่จะไม่ “ทำกิน” หรอก

——-

ช่วงนี้ เลยกลับมาอยู่ในโหมดฟรีแลนซ์อีกครั้ง แถมยังมีตำแหน่งคนเลี้ยงหมา (ที่เคยจรจัด) เอามาจากชุมพร 2 ตัวด้วย แต่กระนั้นก็เถอะ ฟรีแลนเซอร์มังสวิรัติคนนี้กำลังจะปลูกผักปลอดสารพิษกินเองแล้วล่ะ