หนังสือ ระบายสี หอยทาก

พักนี้ ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่บางบัวทองเป็นส่วนใหญ่ วันๆ ก็อยู่กับแม่อ่ะ และ work from home นะ มีประชุมที่ออฟฟิศก็ออกจากบ้านบ้าง อยากไปงานอีเว้นท์ไหนก็ไปบ้าง แต่ด้วยความที่ขี้เกียจจะเดินทางเลยไม่ได้ไปไหนเท่าไหร่ มีอาการเบื่อๆ เหมือนกันแหละ

ช่วงที่ไม่ได้นั่งหน้าคอม ก็จะอ่านหนังสือ กำลังอ่านอยู่หลายเล่ม คือ เพิ่งคิดได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มเดียวให้จบเป็นเล่มๆ ไป เราอยากอ่านเล่มไหน ก็หยิบมาอ่าน จบบทก็พอก่อน หรือง่วงก็หลับไป แล้วพอตื่นมา อยากอ่านเล่มอื่นก็หยิบเล่มอื่นนั้นมาอ่านต่อ .. ถามว่า งงไหม อ่านเล่มนู้น แล้วมาต่อเล่มนี้ ไม่จบซักเล่ม ตอบว่า งงเหมือนกัน บางทีไปเจอสถานการณ์อะไรขึ้นมา แล้วก็นึกถึงข้อความในหนังสือ หลายครั้งนึกไม่ออกว่ามาจากหนังสือเล่มไหน ฮ่ะๆๆ แต่ไม่เป็นไร มันอยู่ในหัวเราเอง

กิจกรรมที่ทำอีกอย่างช่วงนี้คือ ระบายสี จริงๆ อยากวาดรูปเป็นนะ แต่ยังไม่กล้าลองขีดเขียน เลยได้แต่ระบายสีไม้ไปก่อน หนังสือระบายสีที่ซื้อมาเล่มเดียวนี้มีหลายหน้า รูปภาพหลายแบบ ก็เลือกเอา แล้วแต่อารมณ์ว่าวันนี้จะระบายสีดอกไม้ หรือแมว หรือนก มันก็จะผ่อนคลายได้อยู่เหมือนกันนะ แต่ก่อนคิดว่ามันเป็นกิจกรรมฆ่าเวลา คือเป็นกิจกรรมที่ไม่ควรจะต้องจัดเวลาให้ แต่ตอนนี้ความคิดเปลี่ยนไป จัดเวลาให้กับการใช้มือทำอะไรบ้างที่นอกเหนือไปจากการพิมพ์คีย์บอร์ดก็ดีนะ

วันไหนแดดไม่แรง ก็ออกไปฟันหญ้า ตัดกิ่งไม้ รดน้ำต้นไม้ ออกไปชื่นชมผลหมากรากไม้บ้าง (ดีใจ ต้นชมพูมะเหมี่ยวที่บ้าน หลังจากออกดอกมาติดกันหลายปี แต่ไม่เคยติดลูก ปีนี้ติดลูกแล้ว หวานเจี๊ยบเลย) หอยทาก และต้นต้อยติ่งยังครองพื้นที่เหมือนเดิม เอาเมล็ดพริกไปโรย ถ้าโรยที่พื้นดินคงไม่ได้ต้นพริก (ก็พี่หอยคงอยากกินอะไรที่ต่างไปจากต้นต้อยติ่งบ้างแหละ) เลยเอาไปโรยไว้ในกระถาง ถ้าขึ้นและโตจนได้ลูกพริกก็น่าดีใจนะ กำลังรอดูต้นอ่อนอยู่

ช่วงนี้ ไม่ได้กลับภูเก็ตเลย คิดถึงบ้านที่โน่น คิดถึงทะเล คิดถึงหมาไทยไฮโซสองตัว อยากกอด อยากคุย อยากเล่นกับลูกสาวลูกชาย .. เข้าใจนะว่าชีวิตมันก็จะเอาทุกอย่างทีเดียวไม่ได้ ก็ได้แต่รำพึงรำพันกันต่อไป

Advertisements

ของเล่นใหม่ ทำไมต้องตัวนี้

จดๆ จ้องๆ มาอยู่หลายเดือนแระ … หามาก็พอสมควรว่าจะเอาแบบไหนดีไม่ให้กระเป๋าฉีก ไม่ต้องเป็นรุ่นล่าสุด แต่มีฟังก์ชั่นต่างๆ ที่จำเป็น รวมทั้งกำหนดค่าต่างๆ เองได้ คืออยากได้กล้อง mirrorless อ่ะ เพราะ 1) เปลี่ยนเลนส์ได้ 2) น้ำหนักเบา และ 3) เชื่อมต่อกับมือถือได้

ในที่สุด เอาก็เอาวะ หลังจากยึกๆ ยักๆ ลังเลๆ หาในเวบก็แล้ว เดินเตร่ตามร้านกล้องก็หลายร้าน

ถอยมาแล้วค๊าบ Panasonic Lumix DMC-GF8 ออกมาได้ปีกว่าๆ แล้ว ตอนนี้ราคาลงแล้ว แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นรุ่นที่เก่าเกินไป ดีไซน์ retro มีหลายสี มะๆ ดี มากับเลนส์ 12-32 ด้วย สั่งซื้อจาก Lazada (ร้าน EC Mall) ราคา 12,900 บาท ได้คูปองวันแม่ลดอีก 700 บาท เหลือ 12,200 บาทถ้วน แถมฟิล์มกันรอย แผ่น SD card 16 GB และชุดทำความสะอาดกล้องด้วย ส่งถึงบ้านฟรีแค่ 3 วันก็ได้แล้ว ก็โออยู่นะ

จริงๆ ที่เล็งๆ อยู่ก็มีของ Sony เพราะเข้าใจว่าคุณภาพดีกว่ายี่ห้ออื่น แต่ด้วยความที่ราคามันโหดมากๆ 4 หมื่นอัพ ส่วนตัวที่ตกรุ่นแล้ว 2-3 ปี ยัง 2 หมื่นกว่าบาทเลย ไม่เคยใช้ยี่ห้อนี้ด้วย เลยไม่รู้ว่าเป็นไง เกินงบ ไม่เอาดีกว่า

มีคนบอกว่า Fuji ขายดีที่สุดในประเทศไทย คือโดยส่วนตัวแล้ว เคยซื้อ Fuji FinePix 50i มาใช้สมัยมีกล้องดิจิตอลออกมาใหม่ๆ (น่าจะเกือบ 20 ปีแล้ว) ใช้ไปยังไม่ถึงปี มีอาการเสีย (ภาพสีขาวกลายเป็นสีม่วง) ส่งซ่อม ที่ศูนย์เอาไปดองไว้ 3 เดือน บอกว่าสั่งอะไหล่ พอซ่อมกลับมาก็หมดประกันพอดี แต่ใช้ต่อได้ไม่นาน อาการเสียเดิมก็เป็นอีก เลยไม่ประทับใจ หลาบแล้วกับยี่ห้อนี้

สำหรับ Canon ที่คนไทยนิยมกัน คือ เราไม่เคยใช้ DSLR ของเค้านะ ใช้แต่กล้อง compact มีทั้งแบบทนและอึดมากๆ ซึ่งได้แก่ Canon IXUS 400 ซื้อมา 15 ปีได้แล้วมั้ง ตอนนี้ก็ยังใช้ได้อยู่ (มี housing กันน้ำ ถ่ายใต้น้ำได้ด้วยนะเออ ใช้ตั้งกะเริ่มดำน้ำใหม่ๆ) เป็นกล้องสมัยที่ยังใช้ CF card อยู่เลย (อ้อ กล้องฟูจิข้างบนนั้น ใช้ SmartMedia นะเออ มีใครรู้จักมั่ง เก่าปานนั้น 555) แต่ตอนนี้มีปัญหาคือ แบตเสื่อม หมดเร็ว ไม่อยากลงทุนซื้อแบตใหม่แล้ว เกือบพันแน่ะ หายากด้วย

นอกจากตัวอึดอดทนตัวนั้น เราก็มี Canon รุ่นที่ห่วยๆ รั่วๆ อย่าง Canon Powershot G11 ที่หลวมตัวซื้อมือสองมาพร้อม housing กะจะเอามาถ่ายใต้น้ำ ใช้ไปได้ไม่ถึงเดือน เลนส์ค้างครับท่าน เอาไปซ่อมเสียเงินไป 2 พัน กลับมาใช้ได้อีกไม่ถึงปีก็เป็นอาการเดิม กล้องตระกูลนี้ของใครๆ ก็เป็นนะ เลนส์ค้าง ตั้งกะ G7 ยาวมาถึง G12 กันเลย ตอนนี้ไม่ได้ตามแล้วไปถึง G ไหน .. แต่พูดเลยว่าเข็ด เลยขอบาย Canon ไปก่อน

ส่วนยี่ห้องที่ปลื้มปริ่มที่สุดเท่าที่เคยใช้มา ได้แก่ Nikon คือ เรามีทั้งกล้อง SLR ฟิล์ม ที่ขายไปแล้ว Nikon FM10 และ SLR ตัวแรกที่เป็นเจ้าของที่ยังใช้ได้อยู่ทุกวันนี้ Nikon F-601 (แต่ไม่ค่อยได้ใช้แล้ว เพราะขี้เกียจกระเสือกกระสนหาที่ล้างฟิล์ม) ยังมี DSLR อีกตัวที่ใช้ตลอดๆ ทริปไหนสำคัญต้องหยิบไป Nikon D50 แต่เลนส์ 28-55 ตัวที่มาด้วยกันเกิดราขึ้น เอาเข้าศูนย์ Nikon แป๊บเดียวได้คำตอบรวดเร็วทันใจ .. ล้างไม่ได้ค่ะ เพราะเป็นเลนส์ที่ซีลไว้ ส่วนตัวกล้อง ไม่ได้ล้างให้ เพราะรุ่นนี้เลิก service แล้วค่ะ (อ้าว เฮ้ย มีงี้ด้วยอ่ะ) จริงๆ 50D ตัวนี้ก็ยังใช้ได้ดีอยู่นะ มันคือตัวโปรด ไปไหนไปกัน รู้ใจอ่ะ ปรับแต่งอะไรคล่อง แต่ข้อเสียคือหนัก (เริ่มแก่อ่ะ) และไม่อยากเสียเงินซื้อเลนส์ตัวใหม่ (จริงๆ ตอนนี้ใส่ 35-70 ไว้ เอามาจากตัว SLR ฟิล์มน่ะ ใช้ได้เหมือนกัน มีจุดในภาพนิดหน่อย คาดว่ามาจากกระจกตัวกล้องสกปรก)

นอกจากนี้ของ Nikon เรายังมีกล้องกันน้ำ Nikon Coolpix AW100 ที่มีทั้ง GPS และกันกระแทก น้ำหนักเบา ทนมาก ลงน้ำได้ ไม่ต้องกลัวฝุ่น กลัวตก กลัวช้ำ ใช้มาสมบุกสมบันมากๆ อยู่ด้วยกันในกระเป๋าที่ไปไหนมาไหนทุกวันมา 6 ปีแล้ว แต่ข้อเสียของมันคือ คุณภาพของภาพไม่ดี (ก็เลนส์มันจุดกระจิ๊ดเดียว) และตอนนี้ mic เสีย อัดวิดีโอเสียงไม่เข้าแล้ว

มองๆ กล้อง mirrorless ของ Nikon อยู่เหมือนกันนะ Nikon 1 AW1 ตัวที่กันน้ำได้ 15 เมตร แต่เหมือนจะมี review น้อยมาก และไม่ค่อยมีคนชื่นชมอย่างออกหน้าออกตา คนไม่น่าจะนิยมใช้ ราคาก็ยัง 2 หมื่นอยู่ เลยเอาไว้ก่อนละกัน

หลายคนอาจจะสงสัยว่า อ้าว แล้วไอ้ Panasonic เนี่ยะ มันมาได้ยังไง ทำไมถึงเลือกตัวนี้ คือ แต่ก่อนกล้องของ office เป็น Lumix ไง (จำรุ่นไม่ได้แล้ว) คือเลนส์ดีอ่ะ กล้องใช้ทน ไม่เคยเสีย ชัตเตอร์เร็ว โทนสีพอได้ เลยเอามาตรฐานตรงนั้นมาตัดสินใจ ดูรีวิว GF8 แล้วก็น่าจะโอ (แต่ไม่คิดว่าจะเน้น selfie ขนาดนี้ว่ะ) ราคาก็ได้ตามงบ เลยลองดู

sky

ถ่ายรูปนี้เวลาใกล้เคียงกัน ด้วยกล้องตัวเดียวกัน แต่ปรับ setting ให้ต่างกัน ผลออกมามันช่างต่างกันนัก (โหมดปกติ เทียบกับโหมด Impressive Art)

เท่าที่ลองๆ มาแล้ว 3-4 วัน ก็ใช้ง่ายดี มีฟังก์ชั่นเยอะมากกกกกกกกกก (คือทำได้ทุกอย่างอ่ะ ไม่น่าเชื่อ กล้องดิจิตอลสมัยนี้) เราถึงกับต้องถามหาคู่มือจากร้าน (ที่ไม่ได้ส่งมาให้ตอนแรก) และต้องอ่านจากคู่มือ PDF ที่มีเนื้อหาเพิ่มอีก แล้วได้เรื่องยังไงจะมาเล่าให้ฟังอีกทีนะ

เมื่อถึงคราวจิตไม่เบิกบาน

20170717_175005

ไม่รู้จะเกริ่นยังไงดี แต่จะพยายามเขียนออกมา จะได้เป็นการ exercise สมองและช่วยเรียบเรียงความคิด อาจจะได้คำตอบในตัวของมันเองในตอนท้าย ลองดูนะ

คือ … สังเกตตัวเองว่าไม่สุขไม่ทุกข์กับสิ่งรอบๆ ตัวมาประมาณ 2-3 สัปดาห์ได้แล้ว แต่แทนที่จะเป็นเหมือนปลงได้ แทนที่จะเข้าถึงธรรมะที่ได้อ่านได้ยินมาอะไรประมาณนั้น แทนที่ชีวิตน่าจะมีความน่ารื่นรมย์ แต่กลับไม่มีความเบิกบาน .. ไม่รู้ตัวเองเป็นอะไร

เข้าใจว่า การตัดสินใจเลือกที่จะอยู่กับงานประจำที่ทำอยู่ตอนนี้มีส่วนค่อนข้างมากที่ทำให้เราต้องตกอยู่ในสภาพนี้ (เลือกเอง ยอมรับผลกรรมซะ)

รู้ได้เลยว่าสิ่งที่หายไปคือ ความอิสระและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ในอดีตนำมาซึ่งความท้าทายและความหมายในการใช้ชีวิตของเรา คาดว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ความเบิกบานและ passion ในการใช้ชีวิตของเรามันหายไป

ความอิสระในที่นี้เกี่ยวข้องกับการวางแผนตารางชีวิตของตัวเองในแบบที่อยากให้เป็น

อธิบายให้เห็นภาพก็คือ ได้เที่ยวน้อยลง ได้ทำในสิ่งที่สนใจน้อยลง ได้ทำอะไรที่อยากทำน้อยลง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ได้ทำตามใจตัวเองน้อยลง เอ๊ะ! หรืออาจจะเป็นเพราะเราไม่สนุกกับการทำงานแล้ว ก็อาจจะใช่ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่มีอะไรแน่นอนในตารางงาน เลยส่งผลให้การวางแผน “ชีวิตนอกตารางงาน” (ซึ่งมองว่าเป็น less priority) ทำได้ยาก ไม่เหมือนกับตอนที่เป็น freelance ซึ่งเราเองเป็นคนควบคุมตารางในงานและนอกงานของตัวเองทั้งหมด อยากเที่ยวได้เที่ยว อยากทำงานไหนเลือกได้เฉพาะที่อยากทำและในเวลาที่ต้องการทำ (สุดๆ เลยใช่ไหมล่ะ)

นอกจากนี้ ในช่วงนี้ที่มีความไม่แน่นอนของตารางงาน และยังไม่รู้ว่างานจะเป็นไปในรูปแบบไหน (และเราไม่ใช่คนตัดสินใจ) ทำให้เรามองไม่เห็นความตื่นเต้นท้าทายที่อยู่ข้างหน้า ได้แต่นั่งจิ้มแจะ maintenance งานอื่นๆ ไปวันๆ จะเอาเวลาไปทำอย่างอื่นก็ไม่ได้ ต้อง stand by เป็นใครก็น่าจะเซ็งนะ

ไหนยังจะมีความคาดหวังของผู้ร่วมงาน โดยเฉพาะชั่วโมงการทำงานและรูปแบบการทำงานที่ไม่ค่อย match กับ pattern ที่ตัวเองคุ้นเคยอีก รู้สึกต้องปรับตัวเพื่อจะได้ไม่เกิดความขัดแย้ง .. อาจส่งผลรวมๆ กัน

ส่วนความคิดสร้างสรรค์ดูเหมือนจะตันๆ ไม่ค่อยได้ถูกนำมาใช้

อาจเนื่องมาจากในงานที่ทำมีกรอบอยู่แล้ว หรือไม่งั้นก็มีคนที่เป็นผู้ตัดสินใจอยู่แล้ว ไม่ได้แปลว่านำเสนอไม่ได้ แต่สิ่งที่นำเสนอไม่ได้ถูกการันตีว่าจะมีการนำไปใช้ (และด้วยความรู้น้อยในวงการ) อาจเป็นผลให้ไม่มีแรงจูงใจในการคิดอะไรใหม่ๆ เหมือนแบบ .. ไม่ต้องคิดก็ได้ เดี๋ยวก็มีคนคิดให้ ถึงคิดไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรอยู่ดี

นี่ขนาดอยากไปเรียนวาดรูปลงสีกันเลยทีเดียว (สุดท้าย ได้แต่นั่งระบายสีเวลาจิตต้องการความเบิกบานบ้าง)

เกลียดการตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เป็นที่สุด!

ทางออก?

ยังไม่รู้ แต่ความกระจ่างชัดในตารางงานและแผนงานประจำเริ่มน่าจะมีในไม่ช้า นั่นอาจจะทำให้ “สภาวะลอยๆ เคว้งๆ” แต่ไปไหนไม่ได้ หมดไป … อดทนอีกนิดเดี๋ยวก็หลุด ชีวิตมันก็คงเป็นแบบนี้แหละ เชื่อว่าอย่างนั้นนะ

ความสุขมาจากไหน?

ตั้งแต่ได้อ่านหนังสือชื่อ The Art of Happiness ของ Dalai Lama เมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว หนังสือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสุขก็ทะยอยตามกันเข้ามาในชั้นหนังสือเรื่อยๆ ความอยากรู้และการเติมเต็มความอยากรู้เรื่องความสุขนี้เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด

ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคน (และสัตว์ทุกตัว) ปรารถนา แต่ทำไมมันยากนักหนากับหลายๆ คนกว่าจะเรียกโมเม้นท์นั้นได้ว่าอยู่ในสภาวะที่ “มีความสุข” เวลาเราอวยพรวันเกิด วันสำคัญ งานฉลอง “ขอให้มีความสุขมากๆ นะ” เป็นคำติดปากที่ทุกคนพูดกัน เหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆ และทุกคนก็ต้องการมัน แต่เหมือนกับเทพเจ้าหรืออะไรบางอย่างที่สามารถดลบันดาลสิ่งนี้ให้เราได้ กลับไม่ยักกะทำงานตอนที่เราต้องการ

คำถามที่มีอยู่ในใจตลอดมาก็เลยอ่านได้ว่า “ความสุขมาจากไหน?”

คำตอบที่ค่อยๆ คลี่คลายปมขมวดนี้ ฟังดูพื้นๆ ว่า “มาจากใจเราเอง” เฮ้ย มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ .. เออ ใช่ เราว่ามันง่ายแค่นั้นแหละ ลองมาแล้วซักพักนึงด้วย

MYXJ_20170216073955_fast

รูปอาจจะไม่เกี่ยวกับเนื้อหาเท่าไหร่ นานๆ selfie ที แต่หน้าตาเราตอนที่มีความสุข ก็คงจะประมาณนี้แหละนะ ได้ไปเที่ยวอ่ะ อิอิ

ทุกครั้งที่มีคำถามกับชีวิต หรือกำลังสับสนหาทางออก เรามักจะหาคำตอบด้วยการ follow your heart ทำตามหัวใจตัวเอง หลายคนสงสัย เฮ้ย (อีกครั้ง) จริงอ่ะ ไม่ใช้เหตุผลเลยเหรอ เราตอบ อือ ใช้เหตุผลก็คิดมาก ปวดหัวเปล่าๆ เราเชื่อว่าสัญชาติญาณจะพาเราไปสู่จุดที่เราควรจะไปและมันจะดีต่อจิตใจเราและคนรอบข้าง

แต่ยังมีอีกสิ่งที่เราเชื่อและเติมเต็มกันก็คือ คนเราจะมีมโนสำนึก รู้ดี รู้ชั่ว ในตัวเราเอง อะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว (ลึกๆ แล้ว) ทุกคนรู้ดี ดังนั้น การ follow your heart ไปในทางที่ใช้มโนสำนึกที่ดี จะพาเราไปในเส้นทางชีวิตที่ดี และเราก็จะพบกับความสุขตลอดเส้นทาง (ไม่ใช่แค่ปลายทาง) คือถ้าวิธีการใช้ชีวิตถูกต้อง ผลที่ออกมาก็น่าจะไม่เลวร้ายนะ เราว่า (ตามหลักกฎแห่งกรรมเลย)

ดังนั้น ประโยคที่ว่า “ทุกข์สุขอยู่ที่ใจ” นั้นเป็นความจริงสำหรับเรา (แต่สำหรับคนอื่นอาจจะต้องค้นหาดูเองนะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ แม้แต่คำสอนของท่านเอง) ทุกวันนี้จะทำอะไรนี่ ใจพาไปนะ การมีจิตใจดี จะทำให้เราพูดดี และทำดีไปด้วย (ถึงแม้จะเหมือนโดนคนอื่นเอาเปรียบหรือดูโง่) เราเชื่อว่ามันจะพาเราไปสู่ความสูขทุกขณะจิต เพราะเราไม่ยึดติดกับแรงกระทบภายนอก ฉันรู้ว่าฉันมีอำนาจในการตัดสินใจที่จะสุข จะเศร้า จะฮาเฮ หรือจะน้ำตาแตก สุขให้รู้ว่าสุข ทุกข์ให้รู้ว่าทุกข์ ใช้ใจทั้งนั้น ใช้สมองน้อยมาก จริงป่ะล่ะ

—-

ปล. ดีใจที่ได้ทำงานที่ INEB เพราะมีช่องทางให้ค้นหา เรียนรู้ สิ่งที่ไม่ได้เรียกว่าความรู้ทางโลก หรือพวก science ต่างๆ แต่เป็นความรู้ทางจิตวิญญาณ (spirituality) ที่เราเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตของคนๆ หนึ่งมีความสมดุล และจะแผ่รังสีความสมดุล (รวมทั้งความสุข) ให้แก่คนรอบข้างด้วย … ดังนั้น จงทำงานที่นี่ต่อไป 555

เหมือนจะสับสน

กำลังนั่งอยู่บนรถบัสทางไกล กรุงเทพ-ภูเก็ต … คืนนี้ใจคอแปลกๆ ไม่ค่อยสบายใจ นอนไม่หลับ

นี่ก็เลยจะเป็นโพสต์แรกที่พิมพ์ด้วยมือถือระหว่างเดินทาง (โลกนี้มันช่างเปลี่ยนแปลงเร็วเสียจริง เมื่อ 3 ปีก่อนยังทำแบบนี้ไม่ได้เลย)

หัวข้อคืนนี้ … “เหมือนชีวิตจะสับสน”

เพราะอะไร?

ไม่รู้แน่ แต่ที่แน่ๆ คือได้งานประจำ เป็นงานที่ไม่ต้องเข้าไปทำในออฟฟิศ ตำแหน่งผู้ประสานงานโครงการ ของสถาบัน INEB ที่มีหลักสูตรพุทธศาสนาเพื่อสังคม (จะ) เปิดสอน (www.inebinstitute.org)

มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก เห็นประกาศรับสมัครงานแล้วส่งอีเมลสมัครเลยเมื่อปลายเดือนที่แล้ว วันรุ่งขึ้นได้รับโทรศัพท์นัดสัมภาษณ์ สัปดาห์ถัดไปสัมภาษณ์อีกรอบ สัปดาห์นี้เซ็นสัญญาทำงานแล้วอ่ะ

ถามว่าเป็นงานที่น่าสนใจไหม ขอตอบว่ามาก เพราะจะได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องพุทธศาสนา ได้พบเจอนักคิด นักปฏิบัติ และนักเปลี่ยนแปลง เป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นอะไรที่เปลี่ยน จากฟรีแลนซ์เป็นงานประจำ จากรายได้ต่อวันมากพอสมควรเหลือแค่ 1 ใน 3 ถามว่าจะคุ้มไหม ก็น่าจะได้อยู่ ถามว่าจะโอเคไหม ก็ยังไม่รู้

นี่แหละมั้งเลยเป็นเหตุให้นอนไม่หลับ … กับงานใหม่ กลัวไม่มีเวลาให้ภูเก็ต กลัวมีเวลาน้อยลงให้บางบัวทอง แต่น่าจะมีเวลาให้สิ่งใหม่ที่อยากเรียนรู้ (เหมือนจะเห็นแก่ตัว) กลัวว่าจะรักษาสมดุลไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ว่าสภาพงานจะเป็นยังไง จะรับงานนอกได้ไหม จะยังมีเวลาเดินทางที่ไม่ใช่งานไหม จะได้กอดตูบตั้งบ่อยแค่ไหน คิดป่วนในหัวไปหมด

ก็ไม่รู้เหมือนกัน … ไม่มีคำตอบ ให้เวลาช่วยคิดละกัน (แล้วคืนนี้จะได้หลับตอนไหน!!!)

wp-image-277735239jpg.jpeg

ตูบตั้ง หม่ามี๊กำลังจะกลับไปหานะลูก คิดถึงเหลือเกินแล้ว

 

 

 

สิบ 20 สามสิบ 40

เค้าว่ากันว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข .. จริงๆ ก็รู้อ่ะนะ ว่ามันคือคำปลอบใจ

ว่าแต่ เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น มันผิดตรงไหนหรือ? ใครพูดคำว่า “แก่” ก็จะต้องไม่พอใจ (งั้นรึ?) แล้วจะโกรธไปทำไม ในเมื่อมันก็คือความจริง และการเข้าสู่วัย ส.ว. (สูงวัย) นี่มันก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องผิดตรงไหน อันนี้ก็ไม่ได้แก้ต่างอะไรให้กับคนที่เริ่มจะเข้าวัยถดถอยอย่างตัวเราหรอกนะ เพราะมันก็เป็นธรรมชาติอ่ะนะ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา ติดแต่ว่าคนทั่วไปก็ไม่ค่อยจะพึงระลึกยอมรับอะไรตรงนี้กันหลายปีก่อน มีเด็กๆ เรียกป้า แต่ก่อนรับไม่ได้ ตอนนี้ชินแล้ว .. เมื่อวันก่อน นั่ง taxi เข้าไปทำธุระในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง คนขับ taxi ถามว่า มีลูกเรียนอยู่ที่นี่หรือครับ .. ก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่ก็นะ ถ้าเรามีลูก ลูกก็คงต้องโตแล้วแหละ พักหลังนี่ก็ปวดหลัง ปวดเท้า ปวดเข่า อดนอนไม่ไหว เริ่มรู้เลยว่าร่างกายมันเปลี่ยนแปลงแล้ว

จะว่าไป เราก็อยู่บนโลกนี้มา 4 ทศวรรษแล้ว (หรือนี่?) ได้เรียนรู้ ได้ทำอะไรๆ มาก็เยอะ เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก็พอสมควรอยู่ ถามว่าพอใจกับชีวิตนี้ไหม? ถ้าตายไปพรุ่งนี้จะมีอะไรเสียใจไหม? ตอบได้เลยว่า ดีใจที่ได้ทำอะไรๆ ที่อยากทำไปหลายๆ อย่าง และถ้าต้องจบชีวิตโดยไม่ได้คาดคิด ก็คงไม่มีอะไรให้น่าเสียใจมากมาย (ยกเว้นเสียดายที่ยังไม่ได้เข้าถึงพระธรรม และไป shake hand กับนกเพนกวินจักรพรรดิที่ Antarctica) แต่เอาเป็นว่า ยังมีชีวิตอยู่ต่อจะดีกว่า 555

คิดๆ ไป ตอนนี้ ไม่มีเป้าหมายสำคัญอะไรในชีวิตอ่ะ (มันดีไหมเนี่ยะ) คือใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันไปวันๆ จริงๆ พอมีงานเข้ามา ก็ทำไป ไม่มีงานก็อยู่บ้าน หาทริปเที่ยวบ้าง ทริปดำน้ำบ้าง ใจความสำคัญจริงๆ ก็คืออยู่เพื่อคนและหมาที่เรารักและรักเรา ทั้งที่กทม. และที่ภูเก็ต

ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นที่คิดว่าสำคัญที่ต้องทำให้ได้มันก็มีอยู่นะ (คงไม่ถือเป็นเป้าหมายชีวิตแล้วมั้ง) เพื่อทำให้การใช้ชีวิตที่เหลืออยู่มันดำเนินไปได้อย่างไม่ลำบากนัก คือ

  1. การรักษาสุขภาพกายและจิตของตัวเองให้ดี กินอาหารที่มีประโยชน์ ตอนนี้ไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว (มีแพลมๆ บ้างตามโอกาส) ก็คงต้องเลือกกินอะไรที่ทำร้ายสุขภาพและโลกเราน้อยที่สุด ก็อยากเพิ่มการออกกำลังกายที่เหมาะกับตัวเอง (แต่ก็ยังหาไม่เจอ นอกจากกวาดบ้าน ถูบ้าน ดายหญ้า และเล่นกับหมา 555) และเลิกทำงานที่สร้างความเครียดสะสมเป็นระยะเวลายาวนานโดยสิ้นเชิง
  2. ทำความดีให้มากขึ้น ศึกษาศาสนาพุทธให้เข้าใจ ทำอะไรเพื่อคนอื่น เพื่อโลกเรา พยายามไม่เห็นแก่ตัว ไม่อิจฉา มีความเมตตากรุณา ไม่เบียดเบียนใคร พยายามเข้าใจคนอื่น ไม่ตัดสิน ไม่กล่าวโทษ ตัวเราเองอาจจะไม่ได้เน้นที่การทำทานบริจาคสิ่งของ (เพราะเราก็ไม่ค่อยจะมี) แต่เน้นที่ลงมือปฏิบัติจริง เพราะเรามีเวลา และยังมีแรง
  3. คิดถึงวิธีที่ทำให้เรามีรายได้ที่พอเพียงในอีก 20 ปีข้างหน้าโดยไม่ต้องลงแรงมากๆ (เพราะถึงตอนนั้นก็คงจะเหลือแรงไม่ค่อยมากอ่ะ) แต่ก่อนก็คิดว่าอยากทำ hostel เป็นธุรกิจเลี้ยงชีวิตบั้นปลาย แต่ตอนนี้สนใจทำหมู่บ้านคนชรา พาเพื่อนๆ ทั้งโสด ไม่โสดแต่ไม่มีลูกหลาน มาอยู่ด้วยกัน เราก็ปลูกผักกินเอง เป็นสังคมแบ่งปัน อะไรทำนองนี้ ก็คิดอ่ะนะว่าถ้าอยากจะลงทุนทำอะไรเพื่อเลี้ยงชีวิตในบั้นปลาย ก็คงต้องเริ่มทำได้แล้วตั้งแต่ตอนนี้ เพราะอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคงไม่มีสถาบันการเงินไหนให้กู้แล้วล่ะ กลัวจะแก่ตายก่อนใช้หนี้หมด ฮ่ะๆๆ

นั่นแหละ การเพิ่มขึ้นของอายุ มันทำให้ความคิดต่างๆ อาจจะไม่เหมือนเดิมเท่าไหร่ เรื่องที่สำคัญก็มีไม่มากมายเหมือนเมื่อก่อน ที่หนึ่งคือสุขภาพของตัวเอง ที่สองคือการดูแลคนที่เรารัก ที่สามคือทำยังไงก็ได้ไม่ให้เป็นภาระใครในยามที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยจะได้ แค่นี้ก็คงพอแล้ว

ตอนนี้ ใครจะมาว่าเรา แก่แล้ว แก่เลย ไม่ได้นะ … จะเรียกป้า เรียกยาย เรียกอะไรก็ว่าไป ไอก็ยังแฮปปี้ได้ทุกวัน เพราะฉันเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่วัย ส.ว. อย่างมีคุณภาพแล้วจ้า

แล้วมันก็ผ่านไป

ตั้งแต่ต้นปีนี้ เหมือนโดนแจ็คพอตเต็มๆ … พ่อตาย!

ใช่ … คนเราเกิดมาทุกคนก็ต้องจากโลกนี้ไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่การจากไปแบบกระทันหันของบุคคลที่เรารัก มันช็อค มันปัง มันอึ้ง แต่มันก็ทำให้เรามีมุมมองการใช้ชีวิตที่ชัดเจนมากขึ้น

หนึ่ง คนเราตายได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องแก่ก่อนด้วย แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยคิดเรื่องนี้ หรือลืมๆ มันไป ยังรักที่จะแย่งชิง ขวนขวาย ครอบครอง ทำเลวต่อกันสารพัด ตายไปก็เอาไปไม่ได้ซักอย่าง

สอง พ่อแม่ดูแลเรามาเป็นสิบๆ ปี กว่าเราจะโตจนปีกกล้าบินเองได้ เรามีเวลาเท่าไหร่กันเชียวในการดูแลตอบแทนคุณท่าน ของเราแค่ 5 วันในโรงพยาบาล เวลาที่ทำได้มีเท่านั้น ตอบแทนบุญคุณอะไรเนี่ยะ มันเทียบกันไม่ได้เลยนะ ดังนั้น ให้รีบทำดีกับคนที่เหลืออยู่ … ก็แม่ไงล่ะ

สาม สิ่งต่างๆ ในโลก ท้ายสุดมันก็สูญไป อย่าไปโกรธหัวเสียอะไรมากมาย เพราะแต่ละเรื่องในโลกนี้ ล้วนไม่ใช่สาระ เอาเวลาไปทำประโยชน์ให้คนอื่น ให้โลกเรา ดีกว่ามัวแต่จ้องว่าเราจะได้อะไรจากใครมั่ง เถียงใครจะเป็นจะตาย สุดท้ายก็เสียเพื่อนที่ดีไป มันไม่น่าจะใช่นะ

สี่ ความเศร้า ความเสียใจ ความทุกข์ มันมา ถ้าเราไม่ไปจดจ้องกับมัน คิดซ้ำไปซ้ำมากับมัน ไม่เอามันมาตีหัวเราเล่นทุกวันๆ ความรู้สึกมันก็จะคลายลง เห็นเป็นเรื่องธรรมชาติไป

… เพราะทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต ท้ายที่สุด มันก็จะผ่านไป … แล้วเจอกันใหม่นะพ่อนะ